เมื่อช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีการแชร์เรื่องราวของเด็กหญิงวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงมอ 2ที่กำลังจะเลื่อนระดับชั้นสู่ มอ 3 ของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง เป็นเรื่องราวน่าเศร้าเมื่อเด็กหญิงคนดังกล่าวคิดสั้นผูกคอตาย เพราะปัญหาสะสมที่บ้าน และถูกครูที่ปรึกษาพูดบั่นทอนจิตใจ

เรื่องราวนี้ถูกเพื่อนๆของคนตายนำเรื่องราวมาแชร์ เพื่อเปิดโปงพฤติกรรมของบุคคลที่ได้ชื่อว่าครู ถึงความเหมาะสมหรือไม่กับคำพูดที่สื่อสารกับเด็กที่อยู่ในภาวะจิตใจอ่อนแอ พูดบั่นทอนจนเด็กคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลังจากที่เรื่องราวของเด็กหญิงคนดังกล่าวถูกแชร์จนติดเทรนด์อันดับหนึ่งในทวิตเตอร์ และสื่อออนไลน์อีกหลายช่องทาง จนทำให้มีคนออกมาวิพากษณ์วิจารณ์การกระทำของครูคนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

เด็กหญิงวัย 14 ผู้ตาย(ขอสงวนชื่อ และนามสกุล) เดิมอยู่กับครอบครัวในพื้นที่ จ.สงขลา แต่หลังจากจบ ป. 6 น้องได้เข้ามาสอบเรียนต่อที่โรงเรียนชื่อดังของ จ.พัทลุง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา 2 ปี เด็กหญิงวัย14 ปี ผู้ตายประสบปัญหาด้านครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน และมีปัญหาเรื่องการเงินมาตลอด และจากข้อมูลทราบว่าแม่ ก็ยังติดการพนันอีกด้วย จนมีปัญหาบานปลายในช่วงก่อนเปิดเทอมทางครอบครัวไม่มีเงินส่งเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ตายเรียนต่อ

แต่ด้วยตัวเด็กอยากเรียนต่อ จึงขอทางครอบครัวออกมาเช่าบ้าน และจะหารายได้ส่งตัวเองเรียน ทุกอย่างก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพราะเด็กอายุยังน้อย สุดท้ายถูกปฏิเสธ จนมีการได้พูดคุยกับครูที่ปรึกษา แต่ถูกครูที่ปรึกษาพูดบั่นทอนจิตใจเข้าไปอีก อีกทั้งยังพูดในลักษณะพยายามให้น้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่น เนื่องจากเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล กลัวสร้างปัญหาให้กับทางโรงเรียน หลังจากนั้นก็มาทราบข่าวเศร้าว่าเด็กหญิงวัย 14 ปี คิดสั้นผูกคอตายไปแล้ว

ท่ามกลางความเสียใจของกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน ก่อนทิ้งข้อความในแชทที่คุยกับเพื่อนไว้ก่อนตายให้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นแชร์ต่อเพื่อให้ครู ให้ครอบครัว ได้ทบทวนถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่วนศพของเด็กหญิงวัย 14 ปี ทาง ญาติได้ประกอบพิธีตามศาสนาไปเรียบร้อยแล้ว ที่ จ.สงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดทางโรงเรียนชื่อดัง ใน จ.พัทลุง ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพราะทนกระแสกดดันจากโซเชี่ยลไม่ไหว โดยทางผู้อำนวยการโรงเรียนออกมาอ้างทางโรงเรียนได้ทำดีที่สุดแล้ว ยอมรับเรื่องที่เกิดเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดของครูกับนักเรียน โดยเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ทางผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ นางมาลี แก้วละเอียด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุง พูดถึงกรณีการเสียชีวิตของเด็กหญิง วัย 14 ปี ว่าโรงเรียนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าระบบการดูแลนักเรียนทางโรงเรียนทำดีที่สุดแล้ว

สำหรับตัวเด็กทาง นายตุลยวัต เขียวจีน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และ นางสาวจรรยา ชูเมฆ ครูที่ปรึกษา ครูคนที่พูดกับเด็ก ก่อนเด็กเสียชีวิต ว่าทางโรงเรียน ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลหลังจากที่ได้พูดคุยกับเด็ก แต่สุดท้ายกลับมาพบกับข่าวเศร้าเมื่อเด็กคิดสั้นฆ่าตัวตายไปแล้ว


ซึ่งจริงแล้วทางครูที่ปรึกษา และทางโรงเรียนอ้างว่า เพิ่งมาทราบเรื่องราวว่าเด็กหญิงวัย 14 ปี รายนี้ไม่อยู่ในพื้นที่ จ.พัทลุง ไปอยู่กับแม่ ที่ จ.สงขลา และเพิ่งทราบว่าเด็กไม่สามารถมาเรียนในโรงเรียนเดิมได้ เนื่องจากไม่มีที่พักและไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล

ทางด้าน นางสาวจรรยาฯ ครูที่ปรึกษา อ้างว่า วันนั้นที่คุยกับเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ตาย ไม่ได้เป็นการพูดบั่นทอนเด็ก เพียงแค่แนะแนวทางเลือกให้เด็กไป 2 ทาง คือ ให้เด็กกลับไปเรียนที่สถานศึกษาใกล้บ้าน

อีกทั้งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และ2 หากจะมาเรียนโรงเรียนเดิมที่ จ.พัทลุงจะต้องไปพักอาศัยที่ศูนย์บ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งมีรถรับส่งไป-กลับ ทั้งมีอาหารกินฟรี แต่ต้องให้ผู้เป็นแม่หรือผู้ปกครองมาเซ็นยินยอมในวันที่ 17 พฤษภาคม 65 ที่กำลังจะถึงนี้ แต่สุดท้ายวันที่ 13 พ.ค. ก็ทราบว่าเด็กเสียชีวิตเสียแล้ว ซึ่งทางคณะผู้บริหาร คณะครู ก็ได้เข้าร่วมในงานศพดังกล่าวและมอบเงินสวัสดิการให้ครอบครัวไปจำนวนหนึ่ง

นางสาวจรรยาฯ ครูที่ปรึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางคณะครูและโรงเรียนให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหามาโดยตลอด ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเรามาสามารถยืนยันได้ว่าครูได้พูดกับนักเรียนไปอย่างไรบ้าง แต่เรื่องนี้ตนยืนยันได้ว่าทางโรงเรียนได้เตรียมให้ความช่วยเหลือไว้ทุกๆด้านแล้ว และเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะผู้ตายนำเรื่องไปพูดคุยกับเพื่อน ที่แปลเจตนาของครูผิดพลาดไปก็ได้ และในส่วนของข่าวในโซเซียลระบุว่าเด็กคนนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษานั้นไม่เป็นความจริง เพราะเด็กได้รับทุนช่วยเหลือมาทุกปี

ด้าน นางมาลีฯ ผอ.โรงเรียน กล่าวว่า ไม่มีครูคนใดที่ไม่มีความปรารถนาดีต่อนักเรียน การที่พูดกันว่าไม่มีเงินแล้วมาเรียนในโรงเรียนนี้ไม่ได้ไม่เป็นความจริงและเป็นไปไม่ได้ ทางโรงเรียนไม่ได้เร่งเก็บค่าบำรุงการศึกษา จะแจ้งให้มาชำระค่าบำรุงการศึกษาในวันไหนก็จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นักเรียนคนไหนจะขอลดค่าบำรุงการศึกษา หรือจะขอยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงการศึกษาก็ขอให้ยื่นคำร้องได้

โดยในแต่และเทอมจะมีนักเรียนได้รับการยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงฯเกือบ 100 คน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการแปรเจตนาของเด็กต่อครูผิดพลาดไปหรือไม่เราก็ไม่รู้ ขณะนี้ทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกันทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมปฏิเสธว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นโรงเรียนไม่ได้กดดันจนนำไปสู่การเสียชีวิตของเด็กแต่อย่างใด

และสำหรับทางด้านครอบครัวของเด็กหญิง วัย 14 ปี ผู้ตาย ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆทั้งสิ้น อ้างเพียงว่า ตอนนี้ทางครอบครัวเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากพอแล้ว อยากให้เรื่องราวทุกอย่างจบสิ้นเพียงเท่านี้.