โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์

วันนี้ 3 สิงหาคม 2565 ที่โรงเรียนทศบาลบ้านทุ่งลานสถิตธรมาทร อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัด นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม ลงนามถวายพระพรชัยมงคล นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การให้บริการคลินิกเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ การจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ของจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการคลินิกเกษตร ประมาณ 200คน

ซึ่งกระทรวงเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ กราบบังคมทูลถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารเนื่องในโอกาสอันเป็นมิ่งมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนมพรรษา 50 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2545 และทรงรับโครงการไว้ในพระราชานุเคราะห์ ทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ โดยเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 26กรกฎาคม 2545ณ ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี และได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหา

ให้ได้รับบริการทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็วทั่วถึง ทันเหตุการณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอาชีพ โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุก เช่น การวิเคราะห์ดินการวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้ความรู้ด้านการเกษตรเสริมเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วยการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้

โรงเรียนดังออกชี้แจง กรณีที่ไล่เด็กออกจากห้องสอบเกือบร้อยคน อ้างเพราะผมยาว

จากกรณีที่เพจพัทลุงปลดแอก นำข้อความมาโพสต์ลงเพจใจความว่า โรงเรียนชื่อดังย่านท่ามิหรำไล่เด็กนักเรียนออกจากห้องสอบนับร้อย เพียงเพราะมีระเบียบที่ล้าหลัง ซึ่งทางผู้โพสต์อ้างว่า เป็นการลิดรอนสิทธิของกลุ่มเด็กนักเรียนดังกล่าว

หลังจากเกิดเหตุทางทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เมื่อไปถึงก็พบว่าเด็กๆ มีการสอบกลางภาคกันอยู่จริง โดยการสอบเก็บคะแนนกลางภาคมีการสอบกันตั้งแต่วันที่ 18 ถึง 22 ก.ค.65 ส่วนประเด็นที่ถูกตั้งคำถามผ่านทางหน้าเพจฯ ทางโรงเรียนก็ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง มีเด็กที่ถูกลงโทษไปจำนวน 76 ราย มีทั้งระดับมัธยมต้นม.3 และมัธยมปลาย ม.4 ม.5 ม.6 ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนผู้ชาย แต่ในวันนี้กลุ่มเด็กนักเรียนในระดับชั้นข้างต้นไม่ได้มาสอบ เนื่องจากทางโรงเรียนแบ่งวันมาสอบตามสายชั้น เลยไม่พบกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีปัญหาดังกล่าว

ทางด้าน นางสาวภิรัญญา อินถิติ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยพัทลุง เล่าว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนได้ทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และในวันนี้ก็ได้เรียกประชุมครู และบุคลากรฝ่ายกิจการนักเรียนเข้าประชุมด่วนเพื่อหารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอกันอยู่หน้าห้องประชุม

โดยทาง นางสาวภิรัญญาฯ ผอ.กล่าวว่า เมื่อวานวันที่ 18 ก.ค.65 ที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนในระดับชั้น ม.3 ม.4 ม.5 และ ม.6 เข้าสอบเก็บคะแนนกลางภาคทั้งหมด 1,035 คน พบเด็กนักเรียนที่มีผมยาวผิดระเบียบทางโรงเรียน จำนวน 76 คน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนชายชั้น ม.ปลาย ซึ่งหลังจากที่ไล่เด็กไม่ให้เข้าสอบ ทางคุณครูที่คุมสอบก็ได้แจ้งให้เด็กๆเหล่านั้นไปตัดผมใหม่ให้เรียบร้อย ก่อนมาติดต่อครูประจำรายวิชาเพื่อสอบซ่อม และมีเด็กนักเรียนบางรายออกไปตัดผมใหม่และมาเข้าสอบแล้วเรียบร้อย

ส่วนที่มีประเด็นขึ้นมาทางโรงเรียนก็ขอน้อมรับ และเข้าใจนักเรียนแต่ในขณะเดียวกันเด็กนักเรียนทุกคนก็ต้องน้อมรับกฎระเบียบของทางโรงเรียน ที่ปฏิบัติกันมาก่อนหน้านี้ด้วย พร้อมยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้งเด็กนักเรียน เพียงแค่ขอให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบเดียวกัน และทำความเข้าใจตรงกันให้ได้ อีกอย่างก่อนหน้าที่ลงโทษเด็กทางโรงเรียนก็มีการแจ้งล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.65 ที่ผ่านมา

ในส่วนของเด็กนักเรียนชายกลุ่มหนึ่ง เล่าว่า ปกติทางโรงเรียนจะมีการตรวจทรงผม เครื่องแต่งกายของเด็กนักเรียนทุกต้นเดือน หรือวันจันทร์แรกของทุกๆเดือน แต่ช่วงสอบเก็บคะแนนกลางภาคเป็นช่วงกลางเดือน ก็อาจจะมีบ้างตามประสาเด็กผู้ชายที่ผมอาจจะยาวไปบ้าง

ทางโรงเรียน หรือครูฝ่ายกิจการน่าจะมีการอนโลมให้ได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในเมื่อเลือกที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ พวกเขาก็น้อมรับกฎระเบียบของโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ก็ยังแอบมีความหวังว่ากฎระเบียบทุกอย่างมันย่อมมีการปรับเปลี่ยนกันได้ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนอื่นๆ เช่นพี่ๆ ม.ปลายผู้ชายสามารถไว้รองทรงสั้นได้ ผู้หญิงก็สามารถไว้ผมยาวได้.

ชาวบ้านโร่แจ้งความ หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลงทุนสูญเงินหลายสิบล้าน โดยการขายฝันให้กับชาวบ้านจนหลงเชื่อ

วันนี้ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ชาวบ้านประมาณ 10 คน เดินทางมาจากจังหวัดพัทลุง และ จังหวัดนครศรีธรรมราช นำโดยนาย อาคม ชูช่วย หนึ่งในผู้เสียหายทั้งหมด หอบเอกสารเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทฯแบ็คอัพ(ไทยแลนด์) จำกัด หลังถูกบริษัทดังกล่าวหลอกให้ลงทุน อ้างผลตอบแทนสูง มีทั้งเงินเดือน และรถประจำตำแหน่ง และทองคำสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกรายใหม่อีกด้วย

นายอาคมฯ หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าว่า ตนได้รู้จักบริษัทดังกล่าว จากการชักชวนของนาย สมเสริม ชูรักษ์ อดีตข้าราชการบำนาญ และมีการอ้างว่าเป็นผู้อำนวยการระดับภาคใต้ ของบริษัทแบ็คอัพฯ หลอกให้ลงทุนเป็นสมาชิกครั้งแรกเป็น จำนวนเงิน 1 หมื่น6พันบาทโอนเงินไปเมื่อวันที่ 5 เม.ย.65 ต่อมาวันที่ 15 เม.ย.65 มีการหลอกเพิ่มเติมว่า หากต้องการมีรถตำแหน่งต้องโอนเงินเพิ่ม เป็นค่าจองรถมีการโอนเงินเพิ่มไปอีก 6หมื่นบาท ทางนายสมเสริมฯ ผู้ชักชวน อ้างว่าจะมีการส่งมอบรถให้ประมาณสิ้นเดือนเม.ย.65 พอครบกำหนดนายอาคมฯ ผู้เสียหายได้ทวงถาม แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนทางผู้เสียหายคิดว่าโดนหลอกแล้วแน่นอนจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ

จากข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่า บริษัทดังกล่าวมี นางสาวนาฏศิลป์ เรืองแสน เป็นประธานบริษัท ดร.อธิภัทร วิชัยผิน และ นายก่อเกียรติ พานิชยารมณ์ เป็นรองประธานบริษัท บริษัทแบ็คอัพฯ ตั้งอยู่ที่ แขวงถนนไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนผลิตปุ๋ยตราร่มโพธิ์ ข้าวสารตรานาฏศิลป์ และธุรกิจเซเว่นเบรนส์ โดยมีการอ้างผลตอบแทนหากมีคนเข้ามาสมัครสมาชิกเริ่มต้นคนละ 1หมื่น6พันบาท จะได้รับปุ๋ยคนละ 1 ตัน ทองคำหนัก 1 ถึง 2 บาท หลอกขายฝันจนชาวบ้านหลงเชื่อเสียหายทั่วทั้งประเทศ โดยที่สมาชิกทั้งหมดยังไม่ทีใครได้รับผลตอบแทนใดๆจากทางบริษัทฯเลยแม้แต่คนเดียว แต่ยังมีผู้เสียหาย อีกหลายร้อยคนยังรอผลตอบแทนอย่างมีความหวัง และยังไม่ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี

ทางด้าน พ.ต.ท.เด่นพงศ์ เต็มยอด พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง กล่าวว่า คดีดังกล่าวเข้าข่ายคดีฉ้อโกง และจะมีความผิดอื่นๆอีกหรืไม่ ก็ต้องตรวจหลักฐานที่ทางผู้เสียหายนำมายื่นอีกครั้ง

ล่าสุดทราบว่า มีผู้เสียหายบางส่วนรวมตัวกัน นำเรื่องเข้าร้องเรียนกับตำรวจกองกำกับการ2 กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ กทม.แล้วด้วย โดยมีนายวสุรัตน์ ตัณฑ์ศรีสุวรรณ ผู้ช่วย สส.พรรคก้าวไกล ประสานให้ความช่วยเหลือ.

อนุชา ลงพื้นที่แก้ปัญหาการตัดโค่นต้นยางพารา

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานอนุกรรมการประสานงานเร่งรัดติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และคณะ ลงพื้นที่ จ.พัทลุง ใน เพื่อประชุมหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณี ปัญหาการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า จังหวัดพัทลุง ณ วัดนาวง ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จ.พัทลุง โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ 3 จังหวัด รวมทั้งตัวแทนสมัชชาคนจนเข้าร่วมการประชุม และประชาชนที่รับได้ความเดือนร้อนกว่า 200 คน เข้าร่วมรับฟังการประชุมในครั้งนี้ด้วย

นายอนุชาฯ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นความห่วงใยประชาชน ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และรับฟังปัญหาในพื้นที่

จากกรณีปัญหาการตัดโค่นต้นยางพาราเพื่อปลูกใหม่ ในพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ที่ประชาชนอาศัยทำกิน ก่อนการประกาศพื้นที่เป็นเขตอุทยาน เนื่องจากต้นยางพาราที่มีอายุกว่า 30 – 35 ปี ทำให้ต้นยางพาราเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเก็บน้ำยางได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน พร้อมระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น กำลังเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไข ซึ่งปัจจุบัน ยังคงติดในเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ยังทำไม่แล้วเสร็จ ทำให้ประชาชนยังไม่สามารถตัดโค่นต้นยางที่เสื่อมสภาพได้ รวมทั้ง คณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า ไม่สามารถใช้ มติคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น


นายอนุชาฯ ยืนยันว่าจะเร่งรัดการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด และ ประสานการทำงาน กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพราะหากไม่มีกฎหมายรองรับ เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถ ให้ประชาชนตัดโค่นต้นยางในพื้นที่อุทยานได้

ขณะที่ในที่ประชุม ได้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหา โดย ตัวแทนสมัชชาคนจน เสนอให้ คณะรัฐมนตรี ออกเป็นพระราชกำหนด ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การเสนอให้ใช้ มาตรา 22 ใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ที่อนุญาตให้สามารถดำเนินการต่างๆในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อการศึกษา วิจัย หรือ การทดลองทางวิชาการได้ รวมทั้ง การเสนอให้ตีความข้อกฎหมายเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินในเขตพื้นที่อุทยาน ว่าสามารถตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่ได้หรือไม่ โดย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับข้อเสนอทั้งหมดในที่ประชุม

เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป พร้อม ระบุว่า การแก้ปัญหามีความคืบหน้า และ มั่นใจว่า จะสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชนจนสำเร็จ และ ยืนยันว่า ข้าราชการทุกคน พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนเช่นเดียวกัน พร้อมขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ร่วมมือกัน ในการแก้ปัญหาให้ผ่านลุล่วงไปได้


ขณะที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ได้ลงพื้นที่สำรวจสภาพพื้นที่แปลงปลูกยางพารา ของนางเอื้อน คงวุ่น ในพื้นที่ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นต้นยางพาราที่มีอายุกว่า 35 ปี และเสื่อมสภาพ ให้น้ำยางได้น้อย และไม่สามารถตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่ได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน โดย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้กำลังใจ และ ยืนยันว่า กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้โดยเร็ว และ จะพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่

ทางด้านตัวแทนสมัชชาคนจนขึ้นเวทีประกาศหากภายใน 1 เดือนปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขจะรวมตัวประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลทันที่หลังจากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นเวลานาน.

ปลุกกระแส กระตุ้นรายได้สู่ชุมชนผู้ประกอบการยิ้มได้ พช.พัทลุง เปิดโปรแกรมแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฯ (D-Hope) เริ่มจุดแรกที่ทะเลน้อย

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา นายเสรี จิตรเวช พัฒนาการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยนางรัตนา มิตรเมือง พัฒนาการอำเภอควนขนุน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ร่วมจัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติจริง หรือ D-HOPE ที่บริเวณศาลากลางน้ำ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่ ม.2 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

โดยมีนายภูดิศ ชนะวรรณโณ
นายอำเภอควนขนุน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานโครงการฯ พร้อมโชว์ฝีมือพ่อครัว และการเพ้นท์ลายกระจูดโชว์อีกด้วย กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 -26 พฤษภาคม 2565 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ กลุ่มองค์กร และครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการในชุมชนให้สามารถจัดกิจกรรมที่ผู้บริโภคลงมือทำด้วยตนเองผู้ประกอบการ/ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดโปรแกรมที่ผู้บริโภคได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และภายในงานฯ

ได้มีการนำเสนอจำนวน 10โปรแกรม ได้แก่ 1.การเรียนรู้ ทำปลาส้ม ของดีทะเลน้อย 2.โปรแกรมเสื่อกระจูด หัตถกรรมฝีมือชุมชน 3.โปรแกรมไข่ปลาสมุนไพร ทางเลือกใหม่อาหารสุขภาพ 4.การออกทะเลหาของหรอย เป็นรากบัว เพื่อนำมาปรุงแกงส้มรากบัว 5.โปรแกรมส่นด้วยมือ ทำด้วยใจ กระเป๋ากระจูดทะเลน้อย 6.โปรแกรมพืชท้องถิ่นสู่หัตถกรรมชุมชน กระเป๋ากระจูด 7.โปรแกรมเรียนรู้พืชท้องถิ่น แปลงกระจูดทะเลน้อย 8.โปรแกรมกระจูดทำมือ 9.โปรแกรมเล่าเรื่อง ขนมพื้นบ้าน และ 10.โปรแกรมเรื่องราวของปลาดุกร้า

ทุกโปรแกรมการท่องเที่ยวทางพัฒนาการจังหวัดพัทลุง ได้จัดทำเพื่อเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ สนับสนุนอาชีพให้คนในพื้นที่ชุมชนทะเลน้อยต่อไป.

ชาวพัทลุงร่วมยินดีกับลูกหลานได้เหรียญทองเพาะกายชายกีฬาซีเกมส์ครั้งที่31

บรรยากาศการแห่เหรียญทองของนักกีฬาเพาะกายชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม กีฬาซีเกมส์ครั้งที่31กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม รอบตลาดเทศบาลเมืองพัทลุง ชาวพัทลุงออกมาแสดงความยินดีตลอดเส้นทาง ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวจังหวัดพัทลุงและประเทศชาติ

เมื่อช่วงสายวันนี้(19 พ.ค.65)ที่บริเวณลานหน้าพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สมาคมเพาะกายจังหวัดพัทลุง พร้อมพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง ออกมาแสดงความยินดี นายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว นักกีฬาเพาะกาย ที่เข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์ครั้งที่31 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2565 เป็นการแข่งขันวันที่ 2 ชิง 4 ทอง จากประเภทเพาะกายชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 70 กิโลกรัม รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 75 กิโลกรัม รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 85 กิโลกรัม

โดยไทยลงแข่งครบทั้ง 4 รุ่น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ นายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว นักกีฬาเพาะกาย ลูกหลานของชาวจังหวัดพัทลุง ลงแข่งขันรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม และผลปรากฏว่า ไทยเก็บเหรียญทองเพิ่มจาก เพาะกายชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม เอกพล สุขทอง ( แชมป์โล เมื่อปี 2019) ได้เหรียญทอง เป็นเหรียญที่ 2 ของเพาะกาย เงิน มิน ซอ อู (พม่า) ทองแดง ไซนัล อารีฟ บิน ไซนัล อาริฟิน (มาเลเซีย) สำหรับเอกพล สุขทอง ที่ได้เหรียญทอง นั้นเคยได้แชมป์โลมาก่อน เมื่อปี 2019

ซึ่งหลังจากพี่ประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง ได้แสดงความยินดีนายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว นักกีฬาเพาะกาย ได้เข้ากราบไหว้พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองและเป็นพระรูปประจำภาคใต้ คือพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นนายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว นักกีฬาเพาะกาย

ได้ขึ้นรยนต์เก๋งเปิดประทุนแห่รอบตลาดเขตเทศบาลเมืองพัทลุง โดย 2 ข้างทาง มีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากออกมาแสดงความยินดี ที่นายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว นักกีฬาเพาะกาย สร้างชื่อเสียงให้กับชาวจังหวัดพัทลุง และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ พร้อมขอถ่ายรูปกับเจ้าของเหรียญทองตลอดเส้นทาง

ขณะนายเอกพล สุขทอง อายุ 41 ปี หรือบ่าวไข่เจียว เจ้าของเหรียญทองนักกีฬาเพาะกายชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม กีฬาซีเกมส์ครั้งที่31 จากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ตนเองเฝ้ารอคอยเหรียญกีฬาซีเกมส์ เป็นมาเวลานานซึ่งตอนนี้สามารถทำความฝันเป็นจริงให้กับพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุงพร้อมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และเป็นเหรียญกีฬาซีเกมส์เหรียญแรกของพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง ในการแข่งขันครั้งนี้ และเนื่องจากกีฬาเพาะกายไม่ได้บรรจุในกีฬาเกมส์มาถึง 9 ปีแล้ว และเป็น 9 ปีที่รอคอย ในส่วนของการฝึกซ้อมนั้นได้ฝึกซ้อมตลอดเพื่อต้องการเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ให้ได้เพื่อต้องการให้คนทั่วไปหันมาสนใจกีฬาการเพาะกายให้มากยิ่งขึ้นมีการพัฒนากีฬาเพาะกาย และในส่วนของตนเองต้องการให้เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆรุ่นหลัง หันมาเล่นกีฬาเพื่อความเลิศ.

นร.หญิงวัย14 ปีของ รร.ชื่อดังใน จ.พัทลุงคิดสั้นผูกคอตาย เพียงเพราะคำพูดบั่นทอนจากครู บวกกับปัญหาสะสมจากครอบครัว

เมื่อช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีการแชร์เรื่องราวของเด็กหญิงวัย 14 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงมอ 2ที่กำลังจะเลื่อนระดับชั้นสู่ มอ 3 ของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง เป็นเรื่องราวน่าเศร้าเมื่อเด็กหญิงคนดังกล่าวคิดสั้นผูกคอตาย เพราะปัญหาสะสมที่บ้าน และถูกครูที่ปรึกษาพูดบั่นทอนจิตใจ

เรื่องราวนี้ถูกเพื่อนๆของคนตายนำเรื่องราวมาแชร์ เพื่อเปิดโปงพฤติกรรมของบุคคลที่ได้ชื่อว่าครู ถึงความเหมาะสมหรือไม่กับคำพูดที่สื่อสารกับเด็กที่อยู่ในภาวะจิตใจอ่อนแอ พูดบั่นทอนจนเด็กคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลังจากที่เรื่องราวของเด็กหญิงคนดังกล่าวถูกแชร์จนติดเทรนด์อันดับหนึ่งในทวิตเตอร์ และสื่อออนไลน์อีกหลายช่องทาง จนทำให้มีคนออกมาวิพากษณ์วิจารณ์การกระทำของครูคนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

เด็กหญิงวัย 14 ผู้ตาย(ขอสงวนชื่อ และนามสกุล) เดิมอยู่กับครอบครัวในพื้นที่ จ.สงขลา แต่หลังจากจบ ป. 6 น้องได้เข้ามาสอบเรียนต่อที่โรงเรียนชื่อดังของ จ.พัทลุง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา 2 ปี เด็กหญิงวัย14 ปี ผู้ตายประสบปัญหาด้านครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน และมีปัญหาเรื่องการเงินมาตลอด และจากข้อมูลทราบว่าแม่ ก็ยังติดการพนันอีกด้วย จนมีปัญหาบานปลายในช่วงก่อนเปิดเทอมทางครอบครัวไม่มีเงินส่งเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ตายเรียนต่อ

แต่ด้วยตัวเด็กอยากเรียนต่อ จึงขอทางครอบครัวออกมาเช่าบ้าน และจะหารายได้ส่งตัวเองเรียน ทุกอย่างก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพราะเด็กอายุยังน้อย สุดท้ายถูกปฏิเสธ จนมีการได้พูดคุยกับครูที่ปรึกษา แต่ถูกครูที่ปรึกษาพูดบั่นทอนจิตใจเข้าไปอีก อีกทั้งยังพูดในลักษณะพยายามให้น้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่น เนื่องจากเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล กลัวสร้างปัญหาให้กับทางโรงเรียน หลังจากนั้นก็มาทราบข่าวเศร้าว่าเด็กหญิงวัย 14 ปี คิดสั้นผูกคอตายไปแล้ว

ท่ามกลางความเสียใจของกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน ก่อนทิ้งข้อความในแชทที่คุยกับเพื่อนไว้ก่อนตายให้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นแชร์ต่อเพื่อให้ครู ให้ครอบครัว ได้ทบทวนถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่วนศพของเด็กหญิงวัย 14 ปี ทาง ญาติได้ประกอบพิธีตามศาสนาไปเรียบร้อยแล้ว ที่ จ.สงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดทางโรงเรียนชื่อดัง ใน จ.พัทลุง ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพราะทนกระแสกดดันจากโซเชี่ยลไม่ไหว โดยทางผู้อำนวยการโรงเรียนออกมาอ้างทางโรงเรียนได้ทำดีที่สุดแล้ว ยอมรับเรื่องที่เกิดเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดของครูกับนักเรียน โดยเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ทางผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ นางมาลี แก้วละเอียด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุง พูดถึงกรณีการเสียชีวิตของเด็กหญิง วัย 14 ปี ว่าโรงเรียนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าระบบการดูแลนักเรียนทางโรงเรียนทำดีที่สุดแล้ว

สำหรับตัวเด็กทาง นายตุลยวัต เขียวจีน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และ นางสาวจรรยา ชูเมฆ ครูที่ปรึกษา ครูคนที่พูดกับเด็ก ก่อนเด็กเสียชีวิต ว่าทางโรงเรียน ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลหลังจากที่ได้พูดคุยกับเด็ก แต่สุดท้ายกลับมาพบกับข่าวเศร้าเมื่อเด็กคิดสั้นฆ่าตัวตายไปแล้ว


ซึ่งจริงแล้วทางครูที่ปรึกษา และทางโรงเรียนอ้างว่า เพิ่งมาทราบเรื่องราวว่าเด็กหญิงวัย 14 ปี รายนี้ไม่อยู่ในพื้นที่ จ.พัทลุง ไปอยู่กับแม่ ที่ จ.สงขลา และเพิ่งทราบว่าเด็กไม่สามารถมาเรียนในโรงเรียนเดิมได้ เนื่องจากไม่มีที่พักและไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล

ทางด้าน นางสาวจรรยาฯ ครูที่ปรึกษา อ้างว่า วันนั้นที่คุยกับเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ตาย ไม่ได้เป็นการพูดบั่นทอนเด็ก เพียงแค่แนะแนวทางเลือกให้เด็กไป 2 ทาง คือ ให้เด็กกลับไปเรียนที่สถานศึกษาใกล้บ้าน

อีกทั้งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และ2 หากจะมาเรียนโรงเรียนเดิมที่ จ.พัทลุงจะต้องไปพักอาศัยที่ศูนย์บ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งมีรถรับส่งไป-กลับ ทั้งมีอาหารกินฟรี แต่ต้องให้ผู้เป็นแม่หรือผู้ปกครองมาเซ็นยินยอมในวันที่ 17 พฤษภาคม 65 ที่กำลังจะถึงนี้ แต่สุดท้ายวันที่ 13 พ.ค. ก็ทราบว่าเด็กเสียชีวิตเสียแล้ว ซึ่งทางคณะผู้บริหาร คณะครู ก็ได้เข้าร่วมในงานศพดังกล่าวและมอบเงินสวัสดิการให้ครอบครัวไปจำนวนหนึ่ง

นางสาวจรรยาฯ ครูที่ปรึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางคณะครูและโรงเรียนให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหามาโดยตลอด ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเรามาสามารถยืนยันได้ว่าครูได้พูดกับนักเรียนไปอย่างไรบ้าง แต่เรื่องนี้ตนยืนยันได้ว่าทางโรงเรียนได้เตรียมให้ความช่วยเหลือไว้ทุกๆด้านแล้ว และเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะผู้ตายนำเรื่องไปพูดคุยกับเพื่อน ที่แปลเจตนาของครูผิดพลาดไปก็ได้ และในส่วนของข่าวในโซเซียลระบุว่าเด็กคนนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษานั้นไม่เป็นความจริง เพราะเด็กได้รับทุนช่วยเหลือมาทุกปี

ด้าน นางมาลีฯ ผอ.โรงเรียน กล่าวว่า ไม่มีครูคนใดที่ไม่มีความปรารถนาดีต่อนักเรียน การที่พูดกันว่าไม่มีเงินแล้วมาเรียนในโรงเรียนนี้ไม่ได้ไม่เป็นความจริงและเป็นไปไม่ได้ ทางโรงเรียนไม่ได้เร่งเก็บค่าบำรุงการศึกษา จะแจ้งให้มาชำระค่าบำรุงการศึกษาในวันไหนก็จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นักเรียนคนไหนจะขอลดค่าบำรุงการศึกษา หรือจะขอยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงการศึกษาก็ขอให้ยื่นคำร้องได้

โดยในแต่และเทอมจะมีนักเรียนได้รับการยกเว้นการจ่ายค่าบำรุงฯเกือบ 100 คน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการแปรเจตนาของเด็กต่อครูผิดพลาดไปหรือไม่เราก็ไม่รู้ ขณะนี้ทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกันทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมปฏิเสธว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นโรงเรียนไม่ได้กดดันจนนำไปสู่การเสียชีวิตของเด็กแต่อย่างใด

และสำหรับทางด้านครอบครัวของเด็กหญิง วัย 14 ปี ผู้ตาย ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆทั้งสิ้น อ้างเพียงว่า ตอนนี้ทางครอบครัวเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากพอแล้ว อยากให้เรื่องราวทุกอย่างจบสิ้นเพียงเท่านี้.

อาถรรพ์โนราห์ สาวงามที่เข้าประกวดนางสาวพัทลุงเกิดอาการกรีดร้อง ชาวบ้านเชื่อร่างทรงโนราห์เข้าประทับทรง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ วัดท่าควาย อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ภายในงานย้อนรอยประวัติศาสตร์ตำนานโนราห์ ที่มีการจำลองสถานที่ดังกล่าวให้เป็นเวียงกลางบางแก้ว เพื่อจัดพิธีทำบุญบ้าน ทำบุญเมือง เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อ และศรัทธา หรือสืบเชื้อสายมโนราห์ ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 ถึง 8 พ.ค.65 กิจกรรมภายในงานมีการพิธีตามความเชื่อโบราณด้านมโนราห์ ช่วงค่ำจะมีการแสดงของเหล่าศิลปินชื่อดังของภาคใต้ และหนึ่งในนั้นก็มีการจัดกิจกรรมประกวดหนุ่ม นางสาวพัทลุงกันด้วยในคืนวันที่ 5 พ.ค.65 ที่ผ่านมา

ซึ่งเวทีนี้ถือเป็นการเฟ้นหาสาวสวย หนุ่มหล่อของจังหวัดพัทลุง โดยมีสาวสวย หนุ่มหล่อที่สนใจเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ ถึง 20 คน และระหว่างที่ผู้เข้าประกวดทั้งหมด มีการโชว์ตัวในรอบแรก อยู่ๆก็มีผู้เข้าประกวดสาวสวยรายหนึ่ง ทราบชื่อคือ นางสาววราภรณ์ สอนมา หรือน้องกล้วย ผู้เข้าประกวดนางสาวพัทลุงหมายเลข 8 มีอาการ กรีดร้องเหมือนคนคล้ายคนถูกผีเข้า ถามอะไรก็ไม่ตอบ นอกจากร้องไห้อย่างเดียว อยู่ในอาการตัวสั่น ชุดที่สวมใส่หลุดออกเกือบหมด ทางผู้จัดงานและพี่เลี้ยงของน้องเห็นอาการไม่ดีเลยประคองน้องกล้วยฯ ไปให้ราชครูโนราห์ประพรมน้ำมนต์ จนอาการเริ่มดีขึ้น ก่อนพาไปเข้าสู่พิธีบูชาแม่ทวด(แม่เจ้าอยู่หัว) ที่อยู่ภายในพิธีในงานดังกล่าว ทำพิธีขอขมา มีการครอบเทริด(เซิด) และครอบหัวพ่อแก่จนอาการดีขึ้น

ซึ่งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างบอกว่า อาการดังกล่าวน่าจะเป็นการประทับทรงของครูหมอมโนราห์ เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่าว่าน้องกล้วย คือสายเลือดมโนราห์อย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้ก็เป็นความเชื่อ ความศรัทธาของกลุ่มบุคคลที่พบเห็นภายในงานเท่านั้น และหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางผู้จัดเวทีประกวดก็ยังให้น้องเข้าประกวดต่อ แต่ด้วยสภาพจิตใจน้องไม่ไหว ทางพี่เลี้ยงจึงขอถอนตัวจากการประกวด.

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เปิดตำนานโนราห์ ทำบุญบ้าน ทำบุญเมือง

วัดท่าควาย อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ได้เนรมิตสถานที่ดังกล่าวเป็นเมืองจำลอง เวียง กลาง บางแก้ว จัดงานย้อนรอยประวัติศาสตร์ มีพิธีทำบุญ ทำบุญเมือง ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก หม่อมราชวงศ์ จิราคม กิติยากร นายฉัตรชัย อุตสาหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง และนายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเขาชัยสน ให้เกียรติมาร่วมบุญในครั้งนี้ด้วย

โดยในช่วงเช้ามีพิธีบวงสรวงเทพเทวา พิธีเจิมศิราวิหารเทริด(เซิด) พิธีเส้นสรวงบูชาโนราห์โรงครู และพิธีสำคัญอีกอย่างคือ พิธีขอขมาแก้บน แก้กรรมต่างๆ โดยพิธีนี้ ถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ที่บุคคลที่มีเชื้อสายมโนราห์ มีความเชื่อกันต่อๆกันมา และจะมีการมารำถวายแก้บนกันปีละครั้ง วันเวลาแล้วแต่ละพื้นที่ต้นสายของบรรพบุรุษ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนหก เดือนเก้า หรือตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคมนั่นเอง

กิจกรรมย้อนรอยประวัติศาสตร์เปิดตำนานมโนราห์ ที่วัดท่าควายนี้ ถือเป็นการรวมพลังความเชื่อ ความศรัทธา ของลูกหลานมโนราห์ได้มาบรรจบพบกัน สร้างมหากุศลให้มงคลต่อยุค มีชาวบ้านในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมชมงานกันอย่างไม่ขาดสาย โดยงานเริ่มตั้งแต่ วันที่ 2-8 พ.ค.65 ช่วงเช้ามีการประกอบพิธีด้านความเชื่อเกี่ยวครูหมอโนราห์ ภาคค่ำก็มีการแสดงของเหล่าศิลปินชื่อดังของภาคใต้ทุกค่ำคืน.

คนพัทลุงชวนเที่ยวงานโนราโรงครู พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีการสืบทอดจากรุ่นปู่ย่า ตายาย

เมื่อเวลา 16.00 น.ของวันนี้ ที่บริเวณวัดท่าแค ตำบลท่าแค อำเภอเมืองพัทลุง นายวิญญ์ สิทธิเชนทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เดินทางเป็นประธานงานแถลงข่าวงาน“โนราโรงครู” ร่วมกับนางศิริพร ทองทวี วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง นายเสรี แก้วหนู นายกเทศมนตรีตำบลท่าแค และ นายเกรียงเดช ขำณรงค์ ตัวแทนศิลปินมโนราห์ การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สืบสานศิลป์ถิ่นโนราของจังหวัดพัทลุงให้คงอยู่คู่คนพัทลุงต่อไป ซึ่งกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 11- 14 พฤษภาคม 65 ที่จะถึงนี้ ภายในงานมีมโนราห์ชื่อดังหลายคณะของจังหวัดพัทลุงร่วมแสดงพิธีกรรมโนราโรงครู โดยที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

“โนราโรงครู” เป็นการแสดงโนราห์เพื่อประกอบพิธีกรรม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเคารพบูชา และแสดงความกตัญญูต่อวิญญาณบรรพบุรุษโนราห์ เพื่อแก้บนหรือ คนภาคใต้เรียกว่า การแก้เหมรย เริ่มจากการทำพิธีครอบครูโนราห์ และพิธีกรรมต่างๆของโนราห์โรงครูที่เชื่อว่าสามารถรักษาโรค หรืออาการบางอย่างได้ เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความศรัทธาของผู้ที่มีเชื้อสายมโนราห์ ส่วนใหญ่จะเห็นการประกอบพิธีดังกล่าว ในพื้นที่ของ จ.นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และ สงขลา และเป็นความเชื่อ ความศรัทธาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

สำหรับโนราห์โรงครูที่วัดท่าแคแห่งนี้ ชาวบ้านมักรู้จักกันในนามของ “โรงครูพ่อขุนศรีศรัทธา”ถือเป็นโรงครูใหญ่ และเป็นสถานที่ ที่ขุนศรีศรัทธา เคยฝึกสอนการรำมโนราห์ให้แก่ศิษย์ไว้มากมาย และเป็นที่พำนักของครูหมอโนราห์ วัดท่าแค จึงนับได้ว่าที่นี่คือต้นกำเนิดของโนราห์โรงครู ของจังหวัดพัทลุง

การจัดงานในครั้งนี้ ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง สภาวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง สำนักงานเทศบาลตำบลท่าแค ผู้นำท้องถิ่น และ เครือข่ายวัฒนธรรมทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงศาสนา และวัฒนธรรม สืบสานศิลป์ถิ่นโนราห์ของจังหวัดพัทลุง ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก.