ในผู้ร่วมก่อเหตุอุ้มฆ่าน้องก้อย ปมทวงค่าแชร์โหด ย่องเข้ามอบตัวแล้ว

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 64 ได้พบศพนางสาว จิราพร หรือน้องก้อย เพชรรัตน์ อายุ 28 ปี คนในพื้นที่ ม. 7 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง ถูกฆ่าตายแล้วนำศพห่อด้วยผ้าปูที่นอน ถูกมัดด้วยเชือกนำศพทิ้งริมคลองสะพานหยี จุดพบศพอยู่ในพื้นที่ ม.6 ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง สภาพศพพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน เข้าบริเวณชายโครงซ้ายและแขนซ้ายหลายจุดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน
หลังจากพบศพผู้เป็นแม่เข้าร้องสื่อขอความเป็นธรรม พร้อมให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้ ซึ่งปมขัดแย้งมาจากเรื่องเงินค่าแชร์ที่ผู้ตายไปเป็นหนี้ ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วยังไม่ได้ใช้คืน

หลังจากนั้น ตำรวจก็ลงพื้นที่ แกะรอยเส้นทางภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุได้ 3 ราย ได้แก่ นายสุนันท์ หรือเจมส์ จิตภักดี นางยุวเรศ หรือหมวย กลศึก สองสามีภรรยา และนายชิษณุพงษ์ หรือต้น เพชรชี

ต่อมาทางด้าน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.พร้อมคณะทำงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงติดตามคดีสำคัญต่างๆ พร้อมกับทีมตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดพัทลุง ตำรวจชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลมือปืนรับจ้าง กดดัน ปราบปราม ติดตามคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ กลุ่มผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง ทำให้ผู้ต้องหาในคดีสำคัญๆ ต่างทยอยเข้ามอบตัว

ล่าสุดช่วงสายวันนี้ 7 กุมภาพันธ์ 65 ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง พล.ต.ต.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง ได้รับประสานจาก 1 ในกลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุคดีอุ้มฆ่าน้องก้อย เพื่อเข้ามอบตัว ทราบชื่อ คือ นายชิษณุพงษ์ หรือต้น เพชรชี อายุ 25 ปี ก่อนที่ตำรวจจะคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พร้อมแจ้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ชาวบ้านเข้ายื่นหนังสือสนับสนุนวิ่งเทรล หลังมีนักอนุรักษ์ฯออกมาเคลื่อนไหวค้านการจัดงาน

ผู้ประกอบการรีสอร์ทและร้านอาหารกว่า 40 รายเข้ายื่นหนังสือถึง นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง สนับสนุนให้มีการจัดการงานวิ่งเทรล หลังจากมีกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่าออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียล คัดค้านการจัดงาน อ้างกระทบที่อยู่ของสัตว์ป่าในพื้นที่การจัดงานวิ่ง

นายธวัธชัย อินนุรักษ์ ตัวแทนผู้ประกอบการรีสอร์ท พร้อมสมาชิกผู้ประกอบการในพื้นที่ อ.กงหรา จำนวน 40 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือสนับสนุนวิ่งเทรลหลังมีนักอนุรักษ์สัตว์ป่าการคัดค้าน ถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ตามที่จังหวัดพัทลุงได้แจ้งว่าจะดำเนินการจัดแข่งขันวิ่งในพื้นที่ธรรมชาติ วิ่งเทรล UTTP “Ultra Trail Thailand Series Phatthalung 2021″ในระหว่างวันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จะถึงนี้ ณ เทศบาลตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง อาสาสมัครชุมชน ไกด์นำทางชุมชน ผู้ประกอบการรวมถึงชาวบ้านที่มีส่วนร่วม ในการจัดเตรียมงาน ในพื้นที่อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ได้จัดเตรียมความพร้อมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อต้อนรับนักวิ่งและนักท่องที่ติดตามมา โดยหวังว่าการจัดวิ่งในครั้งนี้จะสร้างรายได้ให้ชุมชน ซึ่งการมายื่นหนังสือในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากก่อนหน้า

มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่า Supasek Opitakon โพสข้อความประมาณว่า หากจัดให้มีการแข่งขันใดๆในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อประโยชน์ของราชการตามพระราชกิจจานุเบกษาจริงๆ ภาพข้อมูลจากการศึกษาวิจัย ของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดมีมากพอ ถ้ายังตัดสินใจให้ใช้เส้นทางเขาล้อน ก็จะเคารพการตัดสินใจของหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ และคนที่นั่น แต่ถ้าขอได้อย่าวิ่งเข้าไป อย่าจัดแข่งขัน อะไรกันอีก อย่าเลือกใช้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพราะสิ่งมีชีวิตอื่น( สัตว์ป่า ) เขาไม่เหมือนเรา พื้นที่ชีวิตเขาเหลือน้อยเต็มที พร้อมติดแอชแท็ก #กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หลังจากนั้นก็มีกลุ่มนักอนุรักษ์ออกมาคัดค้านการจัดกิจกรรมการวิ่งเทรลล์อีกเป็นจำนวนมาก

นายสุภเศรษฐ โอภิธากรณ์ อายุ 48 ปี รองประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย และเป็นช่างภาพถ่ายเกี่ยวกับสัตว์ป่า กล่าวว่า การจัดกิจกรรมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ป่าหายาก โดยเฉพาะสมเสร็จ แมวดาว แก้งดำ เสือดาว แมวลาย ลิงแสน และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ตนเองพร้อมเพื่อนช่างภาพ เดินทางสำรวจสัตว์ป่าบนยอดเขาล้อน พบว่าสัตว์ป่ามีความหลากหลาย โดยเฉพาะสมเสร็จ แก้งดำ เสือไป แมวลาย สัตว์ป่าอนุรักษ์ ที่ใกล้ศูนย์พันธุ์ และเหมือนว่าจะพบในผืนป่าแห่งนี้แห่งเดียวของประเทศไทย หากมีการจัดวิ่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อชีวิตสัตว์เหล่านี้แน่นอน ตนจึงไม่เห็นด้วย และอยากฝากถึงผู้จัดงาน ว่าการที่มีคนเข้าไปในจุดดังกล่าวเยอะ เท่ากับบุกรุกบ้านของสัตว์ป่า คนจัดงานน่าจะศึกษาเรื่องดังกล่าวให้ละเอียดก่อนจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น

ทางด้านนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวทางจังหวัดพัทลุงได้เตรียมงานมากว่า 4 เดือน เพื่อให้นักวิ่งจากภายใน และต่างประเทศ เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติของจังหวัดพัทลุง พร้อมการเข้ามาพักในพื้นที่จเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอกงหรามีรายได้ แต่หากมีการคัดค้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ทางจังหวัดพัทลุงจะรอหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าสามารถจะดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ หากจัดได้ก็ยินดีจะจัดเปลี่ยนเส้นทางบางส่วน ให้มีความเหมาะยิ่งขึ้น.

อดีตนักวิจัยสาว กลับบ้านปลูกข้าวสังข์หยด เน้นการเก็บเกี่ยวด้วยแกระ ตามวิถีชาวนาแบบดั้งเดิม

วันนี้ทีมข่าวได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เพื่อไปพบกับกับ นางนภัทร์พร พรมสวัสดิ์ อายุ 35ปี เจ้าของแปลงนาข้าวสังข์หยด อดีตนักวิจัยของ ม.เทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ได้ลาออกจากงานเพื่อกลับบ้านมาทำธุรกิจส่วนตัว และช่วยแม่ปลูกข้าวสังข์หยด ในพื้นที่ ม.7ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง บนเนื้อที่เกือบ 4ไร่ และเน้นวิธีการเก็บเกี่ยวตามวิถีชาวนาแบบดั้งเดิม คือการใช้แกร๊ะในการเก็บเกี่ยว


นางนภัทร์พรฯ กล่าวว่า เดิมพ่อ แม่ก็เป็นชาวนา ทำมากันมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น พอมีโอกาสได้กลับมาช่วยแม่ทำนาก็อยากรักษาวิถีการเก็บเกี่ยวข้าวแบบเดิมเอาไว้ และถือว่าเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ต้องการถ่ายทอดขั้นตอนการทำนาให้คนทั่วไปได้เห็นความสำคัญของการทำนา ตั้งแต่ขั้นตอนของการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนางนภัทร์พรฯ บอกว่า แปลงนาที่ปลูกข้าวก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด ไม่มีสารเคมีอื่นปนเปื้อน


อีกอย่างการเก็บเกี่ยวข้าวด้วยแกร๊ะนี้ จะทำให้คุณภาพของเมล็ดข้าวคงเดิม ไม่แตกหัก สามารถเลือกรวงข้าวที่สุกเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่าข้าวทุกรวงที่เก็บเกี่ยวนั้นสุก และโตเต็มที่ ทำให้เวลานำไปหุงข้าวจะมีความหอมกว่าข้าวที่ใช้รถเก็บเกี่ยว.

ตร.ปิดล้อมวิสามัญ “ไอ้แกร๊ก” ผู้ต้องหารายสำคัญ ถูกหมายจับ 15 คดี

ไม่รอด! “บิ๊กใหม่-บิ๊กโจ๊ก” นำกำลังตำรวจปิดล้อมวิสามัญ “ไอ้แกร๊ก” ผู้ต้องหารายสำคัญ หลังสะสมหมายจับตั้งแต่ปี 2550 มากกว่า 15 หมายจับ ในพื้นที่ 3 จังหวัด

ความคืบหน้ากรณีตำรวจติดตามจับกุมตัวนายประดิษฐ์ มุสิกะสงค์ หรือ “แกร๊ก” อายุ 43 ปี ชาว ต.ฝาละมี จ.พัทลุง ผู้ต้องหาตามหมายศาลจังหวัดพัทลุง ตรัง และสงขลา รวม 15 คดี ทั้งคดียาเสพติด และฆ่าคนตาย รวมถึงเป็นมือปืนรับจ้างอันดับต้นๆ ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จนมีการตั้งค่าหัวไว้ 1 แสนบาท

ซึ่งก่อนหน้านี้ “แกร๊ก” พร้อมพวก 4 คน หลบซ่อนตัวในมาตะตะลุงรีสอร์ต ท้องที่ ม.16 ต.ชะมวง อ.ควนขนุน และขับรถเก๋ง ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ พร้อมใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่รถกระบะของ พ.ต.อ.ภาคิน ณ ระนอง รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง เสียหายบริเวณกระจกหน้า 3 รู

ล่าสุด พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.(สส.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร. เดินทางลงพื้นที่นำกำลังชุดปฏิบัติการ พร้อมทั้งติดอาวุธนำทีมไล่ล่าตัวคนร้ายด้วยตัวเอง

โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย พ.ต.อ.สุริยา ปัญญามัง รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.ชวลิต เพชรศรีเปีย รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.ท.วิรัตน์ จีนเมือง  หน.ชุด ชปส.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.ต.จำเริญ  อินทร์แก้ว หน.ชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลมือปืนรับจ้าง สตช. ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรพัทลุง และกำลัง ตชด. 434 พัทลุง

สืบเนื่องจากกรณีตำรวจภูธรภาค 8 เข้าปิดล้อมรีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ชะมวง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เพื่อจับกุม นายประดิษฐ์ หรือ ไอ้แกร๊ก อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายศาลจังหวัดพัทลุง  ตรัง และ จ.สงขลา รวม 15 คดี พร้อมพวก 4 คน แต่คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงต่อสู้ตำรวจและหลบหนีไปได้

จนกระทั่งมีการปิดล้อมพื้นที่หลายจุดและหลายจังหวัด แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวไอ้แกร๊กและพวกได้ ซึ่งตำรวจยังระดมกำลังทำงานค้นหากันอย่างต่อเนื่อง มีการปฏิบัติการติดตามไล่ล่าในจังหวัดพัทลุง ตรัง พังงา สงขลา

และมาปิดล้อมล่าสุดที่ในท้องที่หมู่ 1 ตำบลรามแก้ว อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนที่จะเกิดการยิงต่อสู้อย่างดุเดือด โดยมีรายงานว่าคนร้ายได้พยายามใช้ระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าที่พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนสงครามชนิด HK. และอาวุธปืนขนาด .357 ต่อสู้ แต่ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ได้วิสามัญตามขั้นตอน

ขณะที่ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.(สส.) หรือ บิ๊กใหม่ ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุได้ปิดกั้นพื้นที่รอเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายเข้าทำการชันสูตรประกอบด้วยพนักงานอัยการ ฝ่ายปกครอง แพทย์ และพนักงานสอบสวนท้องที่ เข้าทำสำนวนวิสามัญฆาตกรรม ขณะเกิดเหตุนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมเห็นผู้ต้องหากำลังจะเข้าบ้าน จึงเรียกให้ออกมาพบเจ้าหน้าที่ จังหวะที่เรียกเขาก็วิ่งไปก่อนไปปะทะกับเจ้าหน้าที่

หลังจากเหตุการณ์สงบแล้วเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบอาวุธปืน ในเป้มีแมกกาซีน กระสุนปืน และยังไม่แน่ชัดว่ามีอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ส่วนอาวุธปืนของคนร้ายนั้นมีเอ็ม 16 ตัดสั้น 1 กระบอก ในกระเป๋ามีปืนสั้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สังเกตก่อนที่จะมีการชันสูตรพบว่านายประดิษฐ์มีบาดแผลถูกยิงเข้าบริเวณขา ลำตัวเป็นหลัก แต่จะต้องรอบันทึกละเอียดหลังจากที่แพทย์เข้าทำการชันสูตร

สำหรับประวัติ นายประดิษฐ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550–2565 ตกเป็นผู้ต้องหาของศาลจังหวัดพัทลุง ตรัง และ จ.สงขลา รวม 15 คดี ประกอบด้วย ข้อหาฆ่าผู้อื่น 5 คดี พยายามฆ่าผู้อื่น 3 คดี ข้อหาครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย 2 คดี ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ 1 คดี ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน 1 คดี ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 1 คดี

ล่าสุด ถูกหมายจับของศาลจังหวัดพัทลุง ที่ 34/2565 ของ สภ.ควนขนุน ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ร่วมกันมี ใช้อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต  ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 55  มีอาวุธปืนสงครามไว้ในความครอบครอง ร่วมกันในข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้อนุญาต

ฉาวโฉ่อีกแล้วสมาชิกสหกรณ์ตำรวจพัทลุงกว่า 1 พันคน ร่อนหนังสือร้องขอความช่วยเหลือหลายภาคส่วน ช่วยติดตามคดีการทุจริตภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง มีความเสียหายสูงถึงเกือบ 1,700 ล้านบาท

เหล่าบรรดาข้าราชการตำรวจ ที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ตำรวจพัทลุง จำกัด จำนวน 1,800 คน ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ และขอความเป็นธรรมแก่หน่วยงานต่างๆไปหลายแห่ง ทั้ง ผบ.ตร. ,ผบช.ภ.9, กองสอบสวนคดีพิเศษดี เอส ไอ,อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์,ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ,ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง และสื่อมวลชน หลังพบว่ามีการทุจริตเงินของสหกรณ์ มานานนับสิบปี สร้างความเดือดร้อนให้แก่สมาชิก ในวงเงินสูงถึง 16,96,764,629.60(หนึ่งพันหกร้อยเก้าสิบหกล้าน เจ็ดแสนหกหมื่น สี่พันหกร้อย ยี่สิบเก้าบาท หกสิบสตางค์)

ซึ่งได้ร่วมกันฉ้อโกงเป็นขบวนการ มีพฤติกรรมในการปลอมแปลงเอกสาร การจ่ายเงินให้กู้แก่สมาชิก สั่งจ่ายการฝากเงิน ถอนเงิน ในบัญชีผีเกือบ 500 บัญชี สั่งจ่ายเช็คเงินปันผลให้กับสมาชิกที่ไม่มีตัวตน ตกแต่งบัญชี หรือ ที่เรียกว่าบัญชีผีนั่นเอง และเรื่องดังกล่าว ทางสมาชิกของสหกรณ์ตำรวจเคยได้มอบหมายให้ ร.ต.ต.พันธ์ชัย ชัยด้วง ประธานของสหกรณ์ฯ เข้าแจ้งความไว้แล้วครั้งหนึ่งเมื่อ วันที่ 14 ส.ค.64 ที่ สภ.เมืองพัทลุง โดยพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความลงเป็นคดีอาญา เลขที่ 506/2564 พร้อมแจ้งข้อหาผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 9 ราย ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับเอาของโจรและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จนตอนนี้เวลาล่วงเลยมานาน คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.65 ที่ผ่านมา ครบรอบปีที่สมาชิกจะได้รับเงินปันผล แต่กลับถูกปฏิเสธจากทางคณะกรรมการสหกรณ์ฯ อ้างว่าไม่มีเงินเพราะสหกรณ์ฯกำลังประสบปัญหาขาดดุล จึงทำเหล่าบรรดาข้าราชการตำรวจเดือดร้อน จะถอนทุนคืนออกมาก็ไม่ได้อีก


และจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเงินของสหกรณ์ฯ เป็นบุคคลในครอบครัวของข้าราชการตำรวจเดียวกันถึง 5 ราย เรียกว่าตั้งใจเข้ามาฉ้อโกงกันทั้งครอบครัวเลยทีเดียว

ล่าสุด ทางสมาชิกสหกรณ์ ก็ได้ออกมาเรียกร้องเพิ่มเติม ให้ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการของสหกรณ์ชุดล่าสุดอีกด้วย เนื่องจากขณะนี้สมาชิกไม่ไว้วางใจ และไม่เชื่อมั่นการบริหารของ ร.ต.ต.พันธ์ชัย ชัยด้วง ประธานสหกรณ์ฯ พร้อมคณะทำงานทั้งหมด อีกทั้งยังพบว่าในช่วงที่สหกรณ์เกิดปัญหา ทางคณะกรรมการของสหกรณ์บางคน ได้เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และมีเรื่องชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย.

ผู้ว่าปัดแจงชี้โยนให้ปลัดจังหวัดปมคลิปฉาวบ่อนไก่ชนแออัดและมีการทะเลาะ

ผู้ว่าฯปัดแจงชี้โยนให้ปลัดจังหวัดชี้แจงแทน ปมคลิปฉาวบ่อนไก่ชนแออัดและมีการทะเลาะ จากบ่อนไก่ชนที่ได้รับอนุญาตก่อนวันที่จะมีมาตรการควบคุมโรคโควิดสั่งปิด

จากกรณีที่มีการแชร์คลิปฉาวการทะเลาะวิวาทและทุบตีกันระหว่าง 2 สาว และมีคนจำนวนมากภายในบ่อนไก่โดยไม่มีระยะห่าง บางรายไม่สวมหน้ากากอนามัย ตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคดโควิด – 19 ซึ่งอาจเกิดการแพร่ของเชื้อโรคหวั่นกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่อีกครั้ง ในบ่อนพนันชนไก่แห่งหนึ่งจนฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นการกระทำที่สวนทางกับมาตรการการเฝ้าระวังของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ซึ่งข่าวได้ขอเข้าสัมภาษณ์นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวีดพัทลุง แต่กลับปัดการชี้แจง โดยให้นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง ปลัดจังหวัดพัทลุง ชี้แจงแทน


นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง ปลัดจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ตามที่ข่าวดังกล่าวในเฟสบุ๊กและสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นสนามชนไก่ในบ่อนพนันชนไก่แห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.พัทลุง มีภาพวิดิโออยู่กันอย่างแออัด และภาพเหมือนทะเลาะวิวาทกันนั้น หลังจากที่ทราบข่าวตนก็ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวพบว่าเป็นบ่อนชนไก่ที่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องตามกฏหมาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ท่ามิหรำ อ.เมืองพัทลุง ซึ่งขออนุญาตชนๆไก่เมื่อเดือน ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยทั่วไปแล้ว วันที่ 3 วันที่ 24 และวันที่ 31 มกราคม 2565 ที่จะถึง


สำหรับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดเมื่อตอนเย็นวันที่ 24 มกราคม 2565 เนื่องจากนักพนันชนไก่รายหนึ่งที่เดินทางมาจาก จ.นครศรีธรรมราช หลังจากที่นักพนันชนไก่รายนี้ วางกระเป๋าแล้วไปเข้าห้องน้ำและเมื่อกลับมาก็พบว่านักพนันชนไก่ชาวพัทลุงมานั่งที่เก้าอี้แทนก็มีเรื่องทะเลาะกันดังกล่าว

ซึ่งหลังจากเกิดเหตุทั้ง 2 ฝ่ายมิได้ติดใจที่จะเอาความซึ่งกันและกัน และมีคนจำนวนมากภายในบ่อนไก่โดยไม่มีระยะห่าง บางรายไม่สวมหน้ากากอนามัย ตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคดโควิด – 19 ซึ่งอาจเกิดการแพร่ของเชื้อโรคหวั่นกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่อีกครั้ง ในส่วนของจังหวัดพัทลุงนั้นมีบ่อนพนันชนโคที่ได้รับอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย 3 แห่ง บ่อนชนไก่ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 16 แห่ง สำหรับเรื่องดังกล่าวนั้นได้แจ้งให้นายอำเภอเมืองพัทลุงเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว


อย่างไรก็ตามการปฏิบัติตามตามมาตรการการเฝ้าระวังการป้องกันการแพร่ระบาดในบ่อนชนไก่นั้น จะต้องมีการเฝ้าระวังก่อนชน ขณะชนไก่ และหลังจากชนไก่ หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ระเบียบข้อปฏิบัติ ของบ่อนพนัน ก็ให้ระงับการชนไก่ในบ่อนดังกล่าวในวันที่ 31 มกราคม 2565 นี้ทันที สำหรับบ่อนพนันชนไก่ของ จ.พัทลุงนั้นจะมีชนกันในระหว่างวันที่ 26 -31 มกราคม 2565 รวม 9 แห่ง และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไปจะไม่มีการเปิดบ่อนการพนันชนโค ชนไก่ ปลากัด และบ่อนซ้อมใดๆทั้งสิ้น


พร้อมกันนั้น ได้มีหนังสือนายอำเภอทุกๆอำเภอ ได้มีมาตรการเข้มงวดกับมาตรการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งก่อนชน ขณะชน และหลังชน และประเมินมาให้ทางจังหวัดได้รับทราบ หากพบว่าบ่อนใดไม่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวคณะกรรมการการประเมินระดับอำเภอ ตัวแทนภาคประชาชน ก็สามารถสั่งปิดบ่อนได้ทันที พร้อมกล่าวย้ำว่าอำนาจการเปิดพนันชนโค ชนไก่ ปลากัด ฯลฯมิใช่อำนาจของปลัดจังหวัด ผวจ. แต่เป็นอำนาจของท้องที่ภายใต้การกำกับ ดูแล ให้ปฏิบัติตามาตรการเฝ้าระวังการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดดังกล่าว


อย่างไรก็ตามทางด้านนายกู้เกียรติฯ ผวจ.พัทลุง ได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าว โดยบอกกับกลุ่มสื่อมวลชนว่าเรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้ นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง ปลัดจังหวัดพัทลุง เป็นผู้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแทนแล้ว

บิ๊กโจ๊ก ลงติดตามคดีที่พัทลุง พร้อมร่วมแถลงข่าว หลัง ตร.ปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 70 จุด

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร.ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานป้องกันปราบบราม และงานสืบสวนสอบสวนในพื้นที่ จ.พัทลุง

โดยในช่วงเวลา 14.00น. ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทั้ง 16 สภ.เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีสำคัญต่างๆในพื้นที่ รวมถึงร่วมแถลงข่าวผลการการกวาดล้างปฏิบัติการพิชิตพาลเมืองลุง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา

มีการปล่อยแถวกำลังตำรวจ ปูพรมเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั่วทั้ง จ.พัทลุง จำนวน 79 จุด ได้ของกลางเป็นอาวุธปืนสงคราม จำนวน 3 กระบอกมีการตรวจยึด และจับกุมมาได้จากพื้นที่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง นอกจากนี้ยังมีอาวุธปืนสั้น จำนวน 22 กระบอก ยาเสพติด จำนวน 13 รายการ และควบคุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด จำนวน 26 คน


พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า การปิดล้อมตรวจค้นเป็นนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ที่ต้องการให้ตำรวจสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดความหวาดระแวงภัยอาชญากรรมในพื้นที่ จ.พัทลุง หลังพบว่าช่วงหลัง จ.พัทลุง มีคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน และยาเสพติดบ่อยมาก โดยเฉพาะคดีของไอ้แกร็ก หรือ นายประดิษฐ มุสิกะสงค์

ผู้ต้องหารายสำคัญ ที่มีหมายจับถึง 7 หมาย 3 ใน7คดีเป็นหมายจับพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการยิงปะทะกับตำรวจเพื่อเปิดทางหลบหนีมาแล้ว 3 ครั้ง ถือเป็นบุคคลอันตราย หากปล่อยทิ้งไว้ เกรงจะไม่เกิดความปลอดภัยกับประชาชนคนบริสุทธิ์ จึงได้เปิดปฏิบัติการตามล่า ตรวจค้นทุกพื้นที่ บูรณาการกำลังร่วมกันหลายหน่วย เพื่อจับกุมผู้ต้องหารายนี้ให้ได้ และหลังจากนี้จะต้องมีการตรวจค้นในพื้นที่ต่อเนื่องอาทิตย์ละครั้ง และฝากไปยังประชาชนที่ทราบเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล สามารถแจ้งเบาะแสมายังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ทางด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฯ ผช.ผบ.ตร. ยังได้กล่าวทิ้งท้าย ถึงความคืบหน้าของคดีรังนกพัทลุง เนื่องจากในวันนี้มีผู้ต้องหาในคดีนี้เข้ามามอบตัวเพิ่มอีก 8 ราย หลังจากนี้จะสอบปากคำเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาทั้งหมด และคาดว่าน่าจะเป็นผู้ต้องหากลุ่มสุดท้าย ที่พบหลักฐานเชื่อมโยงในการขโมยรังนก.

ตร.สายตรวจบางแก้วสุดเจ๋งรวบโจรลักสายไฟได้พร้อมหลักฐานคามือ หลังตระเวนก่อเหตุในพื้นที่4 อำเภอสร้างความเสียหายนับแสน

พ.ต.อ.ชาญชัย งามธุระ ผกก.สภ.บางแก้ว พ.ต.ท.มนตรี อนันต์ รองผกก.ป.สภ.บางแก้ว พ.ต.ท.ถาวร ทิพวารี สวป.สภ.บางแก้ว และ ร.ต.อ.พรชัย ไตรโสม รอง สว.สส.ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร 20 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจรถยนต์ ออกลาดตระเวณดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ และสามารถจับกุมโจรลักสายไฟได้ 1ราย คือ จรัล หรือ เติม ช่วยพิชัย อายุ 48 ปี อดีตช่างไฟฟ้าห้างดังในพื้นที่ และรับเหมาเดินสายไฟฟ้า พบประวัติก่อเหตุตระเวณลักสายไฟฟ้าหลายอำเภอ ในพื้นที่ อ.บางแก้ว อ.ตะโหมด อ.ป่าบอน และ อ.ปากพะยูน สร้างความเสียหายร่วมกว่า 8 แสนบาท

นายยุพยงค์ รักนุ่น ผอ.หมวดบำรุงทางหลวงชนบทปากพะยูน ผู้เสียหาย เล่าว่า ตั้งแต่ช่วง พ.ย.64 ถึง มค.65 มีโจรเข้าไปลักลอบตัดสายไฟ ช่วงบริเวณถนนทางหลวงชนบทสาย พท.4033 ถึง บ้านเพ็งอาจ ระยะทางประมาณ 5 กม.สร้างความเสียหายในช่วงนี้ ประมาณ 3 แสนบาท โดยมีภาพจากกล้องหน้ารถของชาวบ้าน จับภาพพฤติกรรมของโจรรายนี้ไว้ได้ เป็นภาพขณะ นายจรัล หรือ เติมฯ ผู้ต้องหา ได้ตีเนียน จอดรถเปิดไฟกระพริบเพื่อตบตาคนที่ขับรถผ่านไปมา ให้ดูเหมือนรถเสีย หรือคล้ายกับการเจ้าหน้าที่ไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟ

ทางด้าน พ.ต.อ.ชาญชัยฯผกก.สภ.บางแก้ว เล่วว่า พฤติกรรมของผู้ต้องหารายนี้จะเลือกก่อเหตุจุดที่ห่างไกลจากบ้านคน ก่อนลงมือจะเข้ามาตัดกระแสไฟฟ้าก่อนช่วงกลางวัน กลางคืนจะได้ง่ายในการก่อเหตุ โดยดัดแปลงด้านท้ายของรถยนต์กระบะใช้โซ่ล่ามติดไว้กับแหนบรถ เพื่อใช้ลากสายไฟที่ต้องการขโมย ก่อนนำสายไฟที่ได้ไปแกะ เพื่อเอาลวดทองแดงไปขาย

ซึ่งจากการตรวจสอบในรถยนต์กระบะอีซูซุแคปสีบรอนทอง ป้ายทะเบียน บน_643 พัทลุง คันที่ผู้ต้องหาใช้ก่อเหตุ พบกล่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการขโมยอีกหลายรายการ ทั้งไขควง มีด ปะแจ ไฟสปอตไลท์ จอบ เสียม ถุงมือ รวม 14 รายการ อีกทั้งกล่องเสื้อผ้าของผู้ต้องหา ตำรวจจึงตรวจยึดเป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ

ทางด้าน พ.ต.อ.ชาญชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กำลังขยายผลเพิ่มเติม ออกตรวจสอบตามร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เพราะไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาก่อเหตุเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน และหลังจากนี้หากมีผู้เสียหายเพิ่มเติมสามารถเข้าแจ้งความได้ที่ สภ.บางแก้ว.

สองคลัสเตอร์ใหญ่ตลาดสดและงานแต่งงานทำยอดโควิดพุ่ง

จังหวัดพัทลุงพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มสูงจาก 2 คลัสเตอร์ใหญ่ตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง และคลัสเตอร์งานแต่งงานพื้นที่อำเภอเมืองพัทลุง ทำให้ยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งสูงล่าสุดวันนี้ 77 ราย ขณะที่เทศบาลเมืองพัทลุงสั่งปิดแผงแม่ค้าพ่อค้าติดเชื้อ 20 ราย พร้อมเร่งทำความสะอาด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในพื้นที่ของจังหวัดพัทลุง ยังพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน มากที่สุดอำเภอเมืองพัทลุง ถึงจำนวน 34 ราย และเป็นผู้ติดเชื้อในเขตเทศบาลพัทลุงถึง 15 ราย ส่วนใหญ่มาจากคลัสเตอร์ตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง และก่อนหน้านี้พบผู้ป่วยติดเชื้อจากคลัสเตอร์ตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นแม่ค้าพ่อค้าจำนวน 20 ราย ทางสาธารณสุข เทศบาลเมืองพัทลุง สั่งปิดแผงของผู้ป่วยติดเชื้อทันที พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เร่งทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างทำความ และประกาศให้ผู้ที่มาจับจ่ายซื้อสิ่งของตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา หากทราบว่าเป็นกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงเข้ารับการตรวจหาเชื้อทันที

ทางด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เทศบาลเมืองพัทลุง ยังคงเปิดตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุงให้พ่อค้าแม่ค้า ค้าขายต่อไป เนื่องจากหากปิดตลาดสดจะมีผลกับแผงค้าอื่นๆและกับประชาชนผู้ที่จับจ่ายซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อยังพื้นที่หมู่บ้าน แต่จะเข้มงวดกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่เดินทางมาตลาดสดมากยิ่งขึ้น ส่วนแผงค้าขายที่พบว่าติดเชื้อโควิดนั้นได้สั่งปิดเป็นเวลา 14 วัน

ขณะเดียวกันยังพบคลัสเตอร์ใหญ่อีกคลัสเตอร์คือคลัสเตอร์งานแต่งงานหมู่ที่ 1 ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง วันที่ 12 – 13 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา เนื่องจากพบความเชื่องโยงผู้ป่วยติดเชื้อโควิด – 19 จำนวนมาก ทางศูนย์ปฏิบัติตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน COID – 19 อำเภอเมืองพัทลุง หากพบว่าเป็นบุคคลผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที พร้อมแยกกักตัวเองที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน และจาการรายงานของสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงพบว่าพื้นที่ของจังหวัดพัทลุงพบผู้ป่วยติดเชื้อทุกอำเภอ แต่ละวันพบผู้ป่วยติดเชื้อกว่า 70 ราย และยอดผู้ติดเชื้อล่าสุดตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2565 มีผู้ป่วยติดเชื้อแล้วทั้งหมด 1,280 ราย

ตร.สยบไพรีตามไล่ล่า ไอ้แกล็ก ผู้ต้องหาตามหมายจับ ยิงปะทะ ตร.มาแล้ว 3 ครั้ง สุดท้ายหนีลอยนวล

พ.ต.อ. ศักดา เจริญกุล รองผู้บัญชาการสืบสวนสวนตำรวจภูธรภาค9 พร้อมด้วยตำรวจชุดสยบไพรีสำนักงานตำรวจภูธรภาค9 และตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดพัทลุง ชุดปราบปรามยาสเสพติดตำรวจภูธรพัทลุง เกือบ 100 นาย

เปิดปฏิบัติการตามไล่ล่า ไอ้แกล็ก หรือ ประดิษฐ มุสิกะสงค์ อายุ 41ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุงถึง 5 หมาย หนีกบดานเข้าพักในรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ชะมวง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง หลังตำรวจ เฝ้าติดตามจนสืบทราบว่าและเปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตั้งแต่เช้าตรู่ที่ผ่านมา

ไอ้แกล็ก หรือ ประดิษฐ มุสิกะสงค์ เป็นบุคคลอันตรายเคยก่อเหตุปล้น ฆ่า และพยายามฆ่า มาแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งในพื้น อ.ปากพะยูน อ.บางแก้ว จ.พัทลุง และ อ.สะเดา จ.สงขลา หลบหนี การจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้ถึง 3ครั้ง และทุกครั้งมีการยิงปะทะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทุกครั้งเพื่อเปิดทางหลบหนี


ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มกราคม 65 ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง พร้อมสืบภาค9 เข้าปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งใน ต.ฝาละมี อ.ปากพะยูน หลังสืบทราบว่านาย ไอ้แกล็ก หรือ ประดิษฐ มุสิกะสงค์ ผู้ต้องหา ซ่อนตัวอยู่ จนกระทั่งไหวตัวทันยิงปะทะตำรวจหลบหนีไปได้ จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ภายหลังพบอาวุธปืน ยาเสพติดอีกเพียบ

ซึ่งในวันนี้ ตำรวจได้ติดตามจนเจอตัวอีกครั้ง โดยทราบว่า ผู้ต้องหา ได้แอบมาเช่ารีสร์อท แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ชะมวง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พร้อมพวก รวม 5 คน ตำรวจจึงได้วางแผนจับกุม โดยวางกำลังตำรวจไว้ล้อมรอบพื้นที่ดังกล่าว แต่สุดท้ายต้องเปิดทางให้รถของกล่มผู้ต้องหาขับออกจากรีสอร์ทก่อน เพราะเกรงว่าคนในรีสอร์ทจะถูกลูกหลงไปด้วย ก่อนตำรวจจะขับไล่ติดตาม จนถูกกลุ่มผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนสงครามเอ็ม 16 ยิงสวน ใส่ตำรวจที่ไล่ติดตามหลายนัด ส่งผลให้รถของตำรวจเสียหาย บริเวณกระจกด้านหน้ามีร่องรอยรูกระสุนเต็มไปหมด แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

หลังจากนั้น ตำรวจได้เข้าตรวจค้นรีสอร์ท ที่กลุ่มผู้ต้องหาแอบมาซ่อนตัว พบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนสงคราม กว่า 50 นัด นอกจากนี้ยังมียาเสพติดชนิด ยาบ้า ไอซ์ อีกจำนวน หนึ่ง ก่อนประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บดีเอ็นเออย่างละเอียดอีกครั้ง

เบื้องต้นทางตำรวจคาดว่า กลุ่มผู้ต้องหาน่าจะมีคนเจ็บ ระหว่างที่มีการยิงปะทะกัน จึงได้ประสานไปยัง โรงพยาบาลทุกแห่ง หากมีใครถูกยิง และเข้ารับการรักษาในพื้นที่ให้รีบแจ้งทันที จากเบาะแสทราบว่าทางกลุ่มผู้ต้องหาได้หลบหนีไปทางฝั่ง อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ตำรวจได้สั่งตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั่วพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว.